วันที่ 6 พฤษภาคม 2026 เขียนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ให้วงการ semiconductor เอเชีย เมื่อ Samsung Electronics กลายเป็นบริษัทเอเชียรายที่สองต่อจาก TSMC ที่แตะ market cap $1 trillion (หรือราว 1,500 ล้านล้านวอน) ท่ามกลางกระแส AI chip demand ที่ยังคงร้อนแรงไม่หยุด หุ้นพุ่งสูงกว่า 15% ในวันเดียว และยิ่งไปกว่านั้น ดัชนี KOSPI ของตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ยังพุ่งทะลุ 7,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อีกด้วย
ตัวเลขที่บอกทุกอย่าง
ก่อนจะเจาะลึกว่าทำไมถึงเกิดขึ้น ขอให้ดูตัวเลขที่น่าทึ่งกันก่อน
ใน Q1 2026 Samsung ทำรายได้ประมาณ 133.9 ล้านล้านวอน (~$90 billion) และกำไรจากการดำเนินงานสูงถึง 57.2 ล้านล้านวอน — สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท เพิ่มขึ้นกว่า 8 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
หุ้น Samsung ปรับตัวขึ้นมากกว่า 120% นับตั้งแต่ต้นปี 2026 และหากนับย้อนไปหนึ่งปี ราคาพุ่งขึ้นเกือบ 390% ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งใน large-cap tech stock ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในโลก นักลงทุนต่างชาติเพียงรายเดียวซื้อหุ้นเกาหลีมากกว่า 3 ล้านล้านวอน (ราว $2 billion) ในวันเดียว
ทำไม AI ถึงทำให้ Samsung รวยขนาดนี้?
คำตอบอยู่ที่ชิปสองคำ: HBM (High-Bandwidth Memory)
HBM คือชิปหน่วยความจำความเร็วสูงที่เป็นหัวใจของ AI data center ทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็น GPU ของ Nvidia หรือ accelerator ของ cloud providers รายใหญ่ ล้วนต้องการ HBM เป็นคู่คิดทั้งนั้น
HBM4 — ไพ่ใบสำคัญของ Samsung
Samsung ประกาศเป็นบริษัทแรกของโลกที่เริ่ม mass production ชิป HBM4 ซึ่งเป็น generation ที่ 6 ของ HBM และส่งมอบให้ลูกค้า (ที่ยังไม่เปิดเผยชื่อ) แล้ว
HBM4 จะเป็นชิปหน่วยความจำหลักใน Nvidia Vera Rubin AI architecture รุ่นต่อไป ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับ AI workload ขนาดใหญ่ใน data center โดยเฉพาะ
แม้ที่ผ่านมา Samsung จะเสียส่วนแบ่งตลาด HBM ให้กับ SK Hynix คู่แข่งชาวเกาหลีไป แต่นักวิเคราะห์หลายรายให้ความเห็นว่าการพัฒนา HBM4 ช่วยให้ Samsung ตามทันได้อีกครั้ง และ feedback จากลูกค้าต่อสินค้ารุ่นนี้ถือว่าเป็นบวก
Supply ตึง ราคาดี ยังอยู่ต่ออีกนาน
ความต้องการ HBM และชิปหน่วยความจำขั้นสูงที่พุ่งสูงจาก AI ทำให้ production ที่มีอยู่ถูกจองเกือบหมดแล้ว ปัญหาคือการสร้าง semiconductor fab ใหม่ใช้เวลา 2-3 ปี ดังนั้น supply ตึงตัวนี้น่าจะยืดเยื้อไปอีกสักพัก ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับราคาและ margin ของ Samsung
💡 สำหรับคนที่ติดตามวงการ semiconductor — ฝั่ง Device Solutions ของ Samsung ทำรายได้ถึง 81 ล้านล้านวอน และกำไรจากการดำเนินงาน 53 ล้านล้านวอน ใน Q1 เดียว ซึ่งหมายความว่าธุรกิจชิปของ Samsung ทำกำไรมากกว่าธุรกิจ smartphone และ display รวมกัน
ผลพวงต่อตลาดเอเชีย
ความสำเร็จของ Samsung ไม่ได้กระทบแค่บริษัทเดียว ดัชนี KOSPI ของตลาดหลักทรัพย์เกาหลีพุ่งขึ้น 5-6% ในวันเดียว และทะลุ 7,000 จุดเป็นครั้งแรก โดย Samsung กับ SK Hynix รวมกันคิดเป็น 44% ของมูลค่ารวมของดัชนีนี้ทั้งหมด
ในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ สถานะ $1 trillion ของ Samsung ทำให้เอเชียครองเก้าอี้ระดับ top-tier semiconductor ได้สองที่แล้ว คือ TSMC (ไต้หวัน) และ Samsung (เกาหลีใต้) ขณะที่สหรัฐฯ ยังพยายามสร้าง domestic chip capacity ของตัวเองอยู่
อุปสรรคที่ยังรออยู่
แม้ภาพรวมจะสวยงาม แต่ Samsung ยังมีความท้าทายที่ต้องจัดการอยู่ทั้งในฝั่ง smartphone และ display panel ที่ demand อ่อนตัว ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น และข่าวแรงงานที่กำลังขู่ประท้วงเรื่องค่าตอบแทนที่ยังไม่สะท้อนกำไรจากธุรกิจชิปที่บูมขึ้นมา
อย่าลืมว่า AI chip demand อาจชะลอตัวได้หาก hyperscalers เริ่มลดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน — นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมองบวก แต่ความผันผวนในตลาดเซมิคอนดักเตอร์นั้นรุนแรงกว่าตลาดทั่วไป
บทสรุป
การที่ Samsung ทะลุ $1 trillion ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่มันบอกเล่าว่า AI ได้เปลี่ยนแปลง value chain ของโลก tech ลึกแค่ไหน จาก software และ platform ที่เคยครองพื้นที่ข่าวกลับกลายเป็น hardware และ memory chip ที่กลายเป็นสินค้ามีค่าที่สุดของยุค
สำหรับนักพัฒนาและคนในวงการ IT คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ — ถ้า memory chip ราคาแพงและ supply ตึง ค่าใช้จ่ายในการ run AI model บน cloud ใน 1-2 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร?
ที่มาบทความ
บทความนี้แปลและเรียบเรียงจาก Samsung crosses $1 trillion valuation as AI frenzy drives historic rally โดย CNBC เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 6 พฤษภาคม 2026
🔗 อ่านบทความต้นฉบับภาษาอังกฤษได้ที่นี่
มุมมองของผู้เขียน: Samsung มูลค่าแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ จากธุรกิจชิป AI คนไทยอาจเห็นราคาหุ้น Samsung พุ่ง
