Rivian ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติอเมริกัน กำลังเผชิญกับคดีฟ้องร้องแบบ class action จากเจ้าของรถที่กล่าวหาว่าบริษัทกล่าวอ้างเกินจริงเกี่ยวกับความสามารถในการขับเคลื่อนอัตโนมัติของรถ
ข้อร้องเรียนถูกยื่นต่อศาลแขวงสหรัฐฯ ประจำเขตตอนกลางของแคลิฟอร์เนีย โดยมุ่งเน้นไปที่รถยนต์รุ่นแรกอย่าง R1T (รถกระบะ) และ R1S (SUV) โดยโจทก์ระบุว่า Rivian สัญญาว่ารถรุ่นเรือธงเหล่านี้จะสามารถขับเคลื่อนอัตโนมัติแบบ hands-free และ eyes-off ได้ แต่ในความเป็นจริงกลับไม่สามารถส่งมอบฟีเจอร์ดังกล่าวได้
Rivian สัญญาอะไรไว้บ้าง?
ตามที่ปรากฏในคำฟ้อง Rivian ได้โฆษณามานานหลายปีว่ารถ R1 series รุ่นแรกจะได้รับฟีเจอร์การขับเคลื่อนอัตโนมัติขั้นสูงที่เรียกว่า Driver+ ซึ่งต้องมีความสามารถในการขับขี่แบบแฮนด์ฟรี ไม่ต้องจับพวงมาลัย และไม่ต้องมองถนน
แต่เจ้าของรถกลับพบว่าฟีเจอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นยังห่างไกลจากที่สัญญาไว้มาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติของคู่แข่งอย่าง Tesla Autopilot, Ford BlueCruise หรือ General Motors Super Cruise
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Rivian มีปัญหากับฟีเจอร์ซอฟต์แวร์
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Rivian ถูกวิจารณ์เรื่องการส่งมอบฟีเจอร์ซอฟต์แวร์ล่าช้า บริษัทเคยมีประวัติในการสัญญาฟีเจอร์ต่างๆ ไว้ล่วงหน้าก่อนที่ซอฟต์แวร์จะพร้อมใช้งานจริง โดยหลายฟีเจอร์ต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีกว่าจะถูกปล่อยผ่าน OTA update
สิ่งที่ทำให้ผู้ใช้ไม่พอใจมากขึ้นคือ Rivian เลือกที่จะโฟกัสกับการพัฒนาปลั๊กอิน NACS (มาตรฐานชาร์จของ Tesla) และการอัปเดตฟีเจอร์อื่นๆ แทนที่จะเร่งพัฒนาระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติตามที่สัญญาไว้
ผลกระทบต่อวงการ EV
คดีนี้เป็นบทเรียนสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ EV ทุกค่ายว่าการสัญญาเรื่องซอฟต์แวร์เกินจริงอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายที่รุนแรงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยอย่างระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ
ถ้า Rivian แพ้คดีนี้ อาจต้องจ่ายค่าเสียหายจำนวนมาก รวมถึงอาจต้องปรับปรุงซอฟต์แวร์ให้ถึงระดับที่สัญญาไว้ ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการพัฒนาที่สูงขึ้น
น่าสนใจ: คดีนี้มาพร้อมๆ กับที่ Tesla เองก็เคยถูกฟ้องในทำนองเดียวกันเรื่อง FSD (Full Self-Driving) ที่สัญญาไว้แต่ไม่สามารถส่งมอบได้ — เหมือนเป็นโรคประจำวงการรถ EV ที่มักสัญญาเรื่องซอฟต์แวร์เกินจริงจนโดนแถลงไขทีหลัง
ที่มา
มุมมองของผู้เขียน: คดี Rivian ครั้งนี้เป็นอีกกรณีศึกษาที่ชัดเจนว่าการสัญญาเรื่องซอฟต์แวร์เกินจริง (overpromise) ในวงการ EV กำลังกลายเป็นปัญหาทางกฎหมายที่หนักขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่ Tesla ที่เจอเรื่องแบบนี้ สำหรับผู้บริโภคที่สนใจรถ EV ที่มีฟีเจอร์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ควรตรวจสอบให้ดีว่าฟีเจอร์ที่โฆษณามาพร้อมใช้งานจริงหรือรอ OTA ในอนาคต ถ้าต้องรอ ควรประเมินความเสี่ยงด้วยนะคะ
